วันที่ลูกเริ่มมีรายได้และอยากทำประกันสุขภาพให้พ่อแม่ หลายครอบครัวพบความจริงที่เจ็บปวด: อายุเกินเกณฑ์รับประกัน หรือโรคประจำตัวทำให้ถูกปฏิเสธหรือยกเว้นโรคสำคัญไปหมด ถ้าประตูประกันปิดแล้ว ยังมีประตูอื่นอีกไหม คำตอบคือมี และควรเริ่มวางแผนทันที

ขั้นแรก: อย่าเพิ่งสรุปว่าทำไม่ได้จริง ลองให้ครบก่อน

"ทำไม่ได้" ของแต่ละบริษัทไม่เท่ากัน บางแห่งรับถึงอายุที่สูงกว่า บางแบบรับแบบยกเว้นโรคที่เป็น ซึ่งยังคุ้มครองโรคอื่น ๆ ที่เหลือได้ และยังมีผลิตภัณฑ์กลุ่มผู้สูงวัยที่เงื่อนไขสุขภาพผ่อนปรนกว่าแลกกับความคุ้มครองที่จำกัด เช่น เน้นอุบัติเหตุหรือชดเชยรายวัน รวมถึงประกันโรคเฉพาะบางประเภทที่คำถามสุขภาพน้อยข้อ ลองสำรวจตลาดให้ครบและอ่านเงื่อนไขอย่างละเอียดก่อนปิดประตู แต่ระวังผลิตภัณฑ์ที่โฆษณา "ไม่ถามสุขภาพ" ต้องอ่านข้อยกเว้นให้ขาดว่าโรคเดิมคุ้มครองหรือไม่ [ตรวจสอบเงื่อนไขในกรมธรรม์]

ขั้นสอง: ปักหลักด้วยสิทธิรัฐให้แน่นที่สุด

พ่อแม่ทุกคนมีสิทธิรักษาพื้นฐานติดตัว ไม่บัตรทองก็ประกันสังคม (มาตรา 39 สำหรับผู้เคยเป็นผู้ประกันตน) หรือสวัสดิการราชการ สิ่งที่ลูกช่วยได้ทันทีคือ เช็กให้หน่วยบริการตามสิทธิตรงกับที่อยู่จริง พาท่านไปตรวจสุขภาพและคัดกรองตามสิทธิที่มี ทำความรู้จักโรงพยาบาลตามสิทธิและระบบส่งต่อ และรู้จักนโยบายฉุกเฉินวิกฤติ (UCEP) ที่เข้าโรงพยาบาลใกล้สุดได้ สิทธิรัฐดูแลโรคใหญ่ได้จริงตามมาตรฐาน ขาดแค่ความสะดวกซึ่งเป็นส่วนที่ครอบครัววางแผนเสริมได้

ขั้นสาม: สร้าง "กองทุนสุขภาพพ่อแม่" ของครอบครัว

เมื่อโอนความเสี่ยงให้บริษัทประกันไม่ได้ ครอบครัวก็รับความเสี่ยงเองอย่างมีระบบแทน แนวทางคือเปิดบัญชีแยกเฉพาะ ตั้งโอนอัตโนมัติทุกเดือนเสมือนจ่ายเบี้ย เช่น เดือนละสองสามพันบาทที่เคยตั้งใจจ่ายเบี้ยให้ท่าน ถ้ามีพี่น้องให้หารกันคนละส่วนตามกำลัง ภายในไม่กี่ปีกองทุนนี้จะใหญ่พอรับค่าห้องพิเศษหรือค่ารักษาส่วนที่อยากเสริมจากสิทธิรัฐ ข้อดีคือเงินไม่หายถ้าไม่ได้ใช้ ข้อจำกัดคือช่วงปีแรก ๆ เงินยังน้อย จึงควรเริ่มเร็วที่สุด

ขั้นสี่: ปกป้องคนจ่ายเงิน คือปกป้องพ่อแม่ทางอ้อม

จุดที่หลายคนมองข้าม: เมื่อพ่อแม่พึ่งพารายได้ลูก ความเสี่ยงสุขภาพของ "ลูก" คือความเสี่ยงของพ่อแม่ด้วย หากลูกป่วยหนักหรือจากไป ใครดูแลท่านต่อ ดังนั้นประกันสุขภาพ โรคร้ายแรง และทุนชีวิตของตัวลูกเอง (ระบุผู้รับประโยชน์เป็นพ่อแม่) คือชั้นความคุ้มครองของพ่อแม่ที่ยังทำได้เต็มรูปแบบเสมอ และมักเป็นการใช้งบที่คุ้มกว่าฝืนซื้อแผนผู้สูงวัยที่จำกัดมาก

ขั้นห้า: ลดความเสี่ยงที่ต้นทาง

ค่ารักษาที่ถูกที่สุดคือการไม่ป่วยหนัก พาท่านตรวจสุขภาพประจำปี คุมโรคประจำตัวให้อยู่ในเกณฑ์ ปรับบ้านลดความเสี่ยงหกล้ม (สาเหตุการบาดเจ็บอันดับต้นของผู้สูงวัย) และดูแลโภชนาการกับการเคลื่อนไหว สิ่งเหล่านี้ลดทั้งความทุกข์และค่าใช้จ่ายได้มากกว่ากรมธรรม์ใด ๆ

สรุป

ประตูประกันที่ปิดไม่ใช่ทางตัน แผนของลูกกตัญญูยุคนี้คือ สำรวจตัวเลือกประกันให้ครบ ปักหลักสิทธิรัฐให้แน่น สร้างกองทุนสุขภาพของบ้าน คุ้มครองตัวคนจ่ายเงิน และลงทุนกับการป้องกัน ทำครบห้าขั้นนี้ พ่อแม่ก็มีระบบดูแลที่มั่นคงไม่แพ้การมีกรมธรรม์ อยากให้ช่วยวางแผนตามสถานการณ์จริงของครอบครัวคุณ ทักมาทาง LINE ได้เสมอ

บทความนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากบทความของสมาคมนักวางแผนการเงินไทย (TFPA) เรียบเรียงเนื้อหาใหม่ทั้งหมด

อ่านบทความต้นฉบับจาก TFPA →