หลายคนเพิ่งรู้ตอนใกล้สิ้นปีว่าเบี้ยประกันที่จ่ายอยู่ทุกเดือนสามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ บทความนี้จะพาไปดูพื้นฐานทีละขั้น เพื่อให้เริ่มต้นวางแผนได้อย่างเข้าใจ

ทำไมเบี้ยประกันถึงลดหย่อนภาษีได้

ภาครัฐส่งเสริมให้ประชาชนมีหลักประกันของตัวเอง จึงกำหนดให้เบี้ยประกันชีวิตและประกันสุขภาพบางประเภทนำไปหักออกจากเงินได้ก่อนคำนวณภาษีได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ยิ่งเงินได้สุทธิลดลง ภาษีที่ต้องชำระก็ลดลงตามขั้นบันไดภาษี

สิทธิหลักที่ควรรู้

  • เบี้ยประกันชีวิต ใช้สิทธิได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 100,000 บาท โดยกรมธรรม์ต้องมีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
  • เบี้ยประกันสุขภาพของตนเอง ใช้สิทธิได้สูงสุด 25,000 บาท และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตต้องไม่เกิน 100,000 บาท
  • เบี้ยประกันสุขภาพของพ่อแม่ ใช้สิทธิได้สูงสุด 15,000 บาท ตามเงื่อนไขรายได้ของพ่อแม่
  • เบี้ยประกันบำนาญ ใช้สิทธิได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ และไม่เกิน 200,000 บาท

ตัวเลขเหล่านี้อ้างอิงหลักเกณฑ์ปัจจุบัน ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกฎหมายในแต่ละปีภาษี

เริ่มต้นจากการรู้ฐานภาษีของตัวเอง

ก่อนเลือกแบบประกัน ลองคำนวณก่อนว่ารายได้ของเราอยู่ขั้นภาษีไหน เพราะเงินภาษีที่ประหยัดได้จะขึ้นอยู่กับอัตราภาษีขั้นสูงสุดของเรา เช่น ผู้ที่อยู่ขั้น 20% เมื่อใช้สิทธิลดหย่อน 100,000 บาท จะประหยัดภาษีได้มากกว่าผู้ที่อยู่ขั้น 5% ด้วยวงเงินเดียวกัน

เลือกแบบประกันให้ตอบโจทย์ชีวิต ไม่ใช่แค่ภาษี

สิทธิลดหย่อนเป็นผลพลอยได้ที่ดี แต่หัวใจของประกันคือความคุ้มครอง ลองถามตัวเองว่าต้องการดูแลใคร มีภาระค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง และจ่ายเบี้ยระยะยาวไหวแค่ไหน แล้วจึงเลือกแบบประกันที่สอดคล้องกับคำตอบเหล่านั้น

ขั้นตอนเริ่มต้นที่แนะนำ

  1. รวบรวมรายได้ทั้งปีและค่าลดหย่อนที่มีอยู่แล้ว
  2. ลองคำนวณภาษีเบื้องต้นเพื่อดูว่าเหลือวงเงินลดหย่อนเท่าไร
  3. กำหนดงบเบี้ยประกันที่จ่ายไหวในระยะยาว
  4. ปรึกษาตัวแทนหรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อเปรียบเทียบแบบประกันก่อนตัดสินใจ

การวางแผนแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้เลือกได้รอบคอบกว่าการรีบซื้อช่วงปลายปี และทำให้เบี้ยที่จ่ายทุกบาททำงานทั้งด้านความคุ้มครองและด้านภาษีไปพร้อมกัน