นี่คือคำถามที่เจอบ่อยที่สุดจากคนที่เพิ่งจัดประกันสุขภาพเรียบร้อย: "แล้วโรคร้ายแรงล่ะ ต้องมีอีกไหม" คำตอบลัดคือ "แล้วแต่ช่องว่างของคุณ" บทความนี้ทำให้คำว่า "แล้วแต่" จับต้องได้ ด้วยแบบทดสอบสามข้อที่ตอบเองได้ใน 10 นาที (พื้นฐานความต่างของสองผลิตภัณฑ์ อ่านได้ในบทความเปรียบเทียบของเรา)
ทบทวนหนึ่งนาที: สองตัวนี้ทำงานคนละหน้าที่
ประกันสุขภาพจ่าย "ค่ารักษาตามบิล" ให้โรงพยาบาล ประกันโรคร้ายแรงจ่าย "เงินก้อนอิสระ" ให้เราเมื่อตรวจพบโรคตามเงื่อนไข คนมีสุขภาพครบจึงปิดได้แค่ครึ่งแรกของความเสียหาย ครึ่งหลังคือรายได้ที่หยุด ค่าใช้จ่ายไม่มีบิล และชีวิตที่ต้องเดินต่อระหว่างรักษายาว คำถาม "ควรเพิ่มไหม" จึงเท่ากับถามว่า "ครึ่งหลังของเรา มีอะไรรองรับหรือยัง"
แบบทดสอบช่องว่าง 3 ข้อ
ข้อ 1: ถ้ารายได้หยุดหนึ่งปี บ้านเราอยู่ได้ด้วยอะไร ลองตอบเป็นรายการจริง เงินสำรองกี่เดือน สิทธิลาป่วย/ประกันสังคมชดเชยเท่าไร คู่ชีวิตแบกคนเดียวไหวไหม ถ้าคำตอบรวมแล้วไม่ถึง 12 เดือน → มีช่องว่าง
ข้อ 2: ใครพึ่งพิงรายได้เราบ้าง ลูกเล็ก พ่อแม่ หรือหนี้ที่ต้องผ่อนต่อทุกเดือน ยิ่งคนพึ่งพิงมาก ความเสียหายจากการหยุดงานยิ่งขยาย → ช่องว่างใหญ่ขึ้น
ข้อ 3: ประวัติครอบครัวและพฤติกรรมเสี่ยงของเราเป็นอย่างไร มีญาติสายตรงเป็นมะเร็ง หัวใจ หรือหลอดเลือดสมองไหม สูบบุหรี่ น้ำหนักเกิน → ความน่าจะเป็นฝั่งเราสูงกว่าค่าเฉลี่ย
ตอบ "มีช่องว่าง" ตั้งแต่สองข้อขึ้นไป: ประกันโรคร้ายแรงคือชิ้นต่อไปที่ควรพิจารณาจริงจัง ตอบโล่งทั้งสามข้อ: อ่านหัวข้อถัดไป
ใคร "พอแล้ว" ได้บ้าง โดยไม่ต้องรู้สึกผิด
ความแฟร์ต้องมี: บางคนข้ามได้จริง เช่น คนที่ทรัพย์สินสภาพคล่องสูงพอรองรับรายได้ที่หยุดได้เป็นปี ๆ (self-insure ครึ่งหลังได้) คนไม่มีผู้พึ่งพิงและเงินสำรองหนามาก หรือคนที่งบเบี้ยตึงจนถ้าเพิ่มแล้วชุดสุขภาพหลักต้องบางลง กรณีหลังนี้กฎชัด: อย่าลดวงเงิน IPD เพื่อไปซื้อโรคร้ายแรง ฐานต้องมาก่อนชั้นเสริมเสมอ เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นเป้าหมายของปีที่รายได้โต
ถ้าเพิ่ม เริ่มอย่างไรให้พอดี
หลักทุนที่เราแนะนำตลอด: รายได้ 3–5 ปี เป็นจุดตั้งต้น แล้วปรับตามภาระจริง งบจำกัดให้เริ่มที่ทุนเล็กก่อนแล้วทยอยเพิ่ม ดีกว่ารอจนพร้อมเต็มที่ (ซึ่งหน้าต่างสุขภาพอาจปิดก่อน) และใช้สามจุดอ่านสัญญาจากบทความ "3 เรื่องต้องรู้" ของเรา: นิยามและระยะโรคที่จ่าย เงื่อนไขเวลา และโครงสร้างจ่ายครั้งเดียวหรือหลายครั้ง [ตรวจสอบเงื่อนไขในกรมธรรม์]
จัดลำดับในภาพใหญ่
ตำแหน่งของโรคร้ายแรงในพอร์ต: หลังจากมี (1) เงินสำรองฉุกเฉิน (2) ประกันสุขภาพ IPD ที่วงเงินพอจริง และ (3) ทุนชีวิตตามภาระแล้ว โรคร้ายแรงคือชั้นที่สี่ที่เปลี่ยนพอร์ต "ดี" ให้เป็นพอร์ต "ครบ" สำหรับเสาหลักครอบครัววัย 35 ขึ้นไป น้ำหนักชั้นนี้ยิ่งเพิ่มตามสถิติความเสี่ยงที่ไต่ขึ้น
สรุป
มีสุขภาพแล้วควรเพิ่มโรคร้ายแรงไหม ตอบด้วยช่องว่างของตัวเอง: รายได้หยุดหนึ่งปีอยู่ได้ไหม ใครพึ่งเราอยู่ และความเสี่ยงส่วนตัวสูงแค่ไหน มีช่องว่างก็เติมด้วยทุนที่เริ่มได้จริง ไม่มีช่องว่างก็ถือว่าผ่านแบบทดสอบ อยากให้ช่วยไล่สามข้อนี้กับตัวเลขจริงของคุณ ทักมาทาง LINE ได้เสมอ
บทความนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากบทความของสมาคมนักวางแผนการเงินไทย (TFPA) เรียบเรียงเนื้อหาใหม่ทั้งหมด
